Product ต่าง ๆ ที่เราใช้กันไม่ว่าจะเป็น Physical หรือ Digital เช่น ไมโครเวฟ, โทรศัพท์, น้ำยาล้างจาน, แอป K+
Product ทั้งหมดที่ยกตัวอย่างมา ถ้าขาดอะไรไปซักอย่างอาจส่งผลต่อการดำเนินชีวิตของเราได้เลย ว่าแต่อยู่ ๆ ก็มีคนอยากสร้างน้ำยาล้างจานขึ้นมาใช่ไหมนะ?
ก็คงจะไม่ใช่ คนจะสร้างน้ำยาล้างจานขึ้นเขาก็คงจะต้องเจอ “ปัญหา” ว่าล้างจานแล้วคราบมันยังอยู่ ก็เลยเกิดขึ้นมาเป็นน้ำยาล้างจาน เพื่อขจัดคราบมัน
สรุปแล้ว Product ที่เกิดขึ้นมา ก็เพราะว่าต้องการแก้ปัญหาอะไรบางอย่างนั่นเอง
งั้นใครที่กำลังอยากทำ Product อะไรซักอย่าง ถ้าเราไม่ได้มีปัญหาที่ต้องการแก้อย่างชัดเจน ก็คงมีโอกาสสูงปรี๊ด ที่จะไม่มีคนใช้ Product ที่เราสร้าง
แต่ด้วยยุคสมัยนี้ Digital Product มาแรงมาก ใครๆก็อยากทำเว็บทำแอป
ทำไม Digital Product มันโตไวขนาดนี้? แบ่งออกเป็น 3 ข้อ:
- Internet – ช่วยให้เชื่อมทุกคนเข้าถึงกันได้อย่างรวดเร็ว
- Device – Smartphone, Smartwatch, IoT
- Society – ขอโทษนะครับป้าร้านผมรับแต่สแกน ไม่รับเงินสด
Digital Product อย่าง Google Maps ก็ช่วยแก้ปัญหาให้เราได้จากการดูมันนำทางบนแผนที่ มีผู้ใช้ 1 พันล้านคนต่อเดือน ผ่านการสร้างแอปแค่ตัวเดียวเท่านั้น
แต่ถ้าน้ำยาล้างจานจะมีผู้ใช้ 1 พันล้านคน ก็ต้องผลิตน้ำยาล้างจานขึ้นมา 1 พันล้านขวด นี่เลยถือเป็นข้อได้เปรียบอีกอย่างนึงของ Digital Product ก็คือการ Scalability
ยังมีอีกหลากหลายข้อได้เปรียบอย่างเช่น การพัฒนาที่ใช้เวลาน้อยกว่า ประสิทธิภาพที่ทำได้ดีกว่า เมื่อเปรียบเทียบกับ Physical Product
นี่ก็เลยเป็นยุคของ Digital Product นั่นเองงง
แต่ก็ไม่จำเป็นเสมอไปว่า Digital Product จะต้องช่วยแก้ปัญหาให้เรา บางทีมันอาจจะเป็นแค่ตัวช่วย Connect ก็ได้
อย่างเช่น Airbnb ก็เพียงแค่ช่วยให้เราได้เจอกับห้องพัก (Physical Product) ที่ถูกใจ
ที่เห็นเรามาเขียนอย่างนี้ไม่ได้มาจากการตรัสรู้เองแน่นอน แต่มาจากการที่เราพึ่งเรียนคอร์ส Intro to Product Management ของ Skooldio ไป เนื้อหาดีมากก เดี๋ยวมาเขียนแชร์ต่อเด้อ


Leave a comment