บทความที่แล้วก็เล่าถึงการที่ทำไมทองคำที่มีมูลค่ามากขนาดนี้ในปัจจุบัน
ก็เพราะว่าทองคำเป็นเงินที่ดี ที่สามารถเก็บรักษา Productivity ของเราได้นั่นเอง
เงินมีหน้าที่ในการเก็บรักษามูลค่าของเรา แต่ยังมีหน้าที่อีกอย่างหนึ่งที่สำคัญไม่แพ้กันคือ “การแลกเปลี่ยน (Medium of Exchange)” หรือที่เราใช้ซื้อข้าวซื้อของใช้ในชีวิตประจำวันกัน
แล้วเราต้องแบกทองคำไปซื้อข้าวไหมนะ? ก็น่าจะเหนื่อย คนในสมัยก่อนก็เจอปัญหานี้เช่นกัน บทความนี้จะมาเล่าให้ฟังว่าเขาแก้ปัญหากันยังไง แล้วเจอปัญหาอะไรบ้าง
เมืองที่เก่าแก่ที่สุดที่มีการบันทึกในประวัติศาสตร์ต้องย้อนไป 2,500 ปีที่แล้ว คือเมืองชื่อว่าบาบิโลน โดยเมืองนี้นั้นมีการใช้ทองคำกันอย่างแพร่หลายในการซื้อขายสินค้า แลกเปลี่ยนบริการ
แต่ปัญหาที่เจอคือทองคำมันไม่มีขนาดที่ชัดเจนตายตัว ไม่มีบอกว่ามีความบริสุทธิ์เท่าไหร่ มีน้ำหนักเท่าไหร่ เลยทำให้การซื้อขายค่อนข้างลำบาก
ถ้าหากเศรษฐกิจจะเจริญเติบโตได้ เขามักจะวัดกันที่ความเร็วในการเปลี่ยนมือของเงิน เช่น ถ้าทำเบียร์เองกว่าจะซื้ออุปกรณ์ กว่าจะต้ม ต้องใช้เวลา 20 ชั่วโมง แต่ถ้าเราไปซื้อมาด้วยเงินจากการทำงานแค่ 3 ชั่วโมง โอเคงั้นเราประหยัดเวลาไป 17 ชั่วโมง
แล้วพ่อค้าเบียร์ก็เอาเงินจากการที่เขาขายความเชี่ยวชาญ ไปซื้อในสิ่งที่เขาไม่เชี่ยวชาญเช่นกัน
ซึ่งถ้าหากเกิดสิ่งนี้ต่อไปเรื่อย ๆ เงินมีการเปลี่ยนมือไปเรื่อย ๆ ประชากรได้สิ่งที่ต้องการผ่านการแลกเปลี่ยนด้วยเงินที่คุ้มค่ากว่าการแลกด้วยเวลาของเขา เมืองนั้นก็จะเกิด Productivity มากขึ้นเรื่อย ๆ และนำไปสู่ความรุ่งเรืองได้ในที่สุด
แต่ถ้าหากกว่าจะซื้ออะไรซักอย่างได้ ต้องมาใช้เวลาในการพิสูจน์ว่าทองคำที่คุณเอามาจ่ายผมมันแท้ไหม ก็คงจะเสียเวลาน่าดู
ก็เลยเป็นต้นกำเนิดของเหรียญทอง ที่ออกโดยรัฐบาลของจักรวรรดิ นับแต่นั้นเป็นต้นมาเงินก็สามารถเปลี่ยนมือได้อย่างรวดเร็ว และนำไปสู่ความเจริญของเมืองนั้นอย่างไม่มีใครรู้ตัว
เหตุผลที่ไม่มีใครรู้ตัวเพราะรัฐบาลของชาวบาบิโลนนี่แหละ ที่เป็นคนทำระบบนี้พังเองกับมือ อะอ่าว


Leave a comment