
Estimated Reading time: 5 minutes
เราได้มีโอกาสเข้า Workshop ของโครงการ KAMP Engineering ที่เป็นโครงการ Mentorship Program ของวิศวะ เกษตรฯ
โดย Workshop ที่ได้เข้านี้มีชื่อว่า “Building an external brain for your daily life with GTD”
GTD ย่อมาจาก Getting Things Done คือระบบที่ช่วยในการบริหารจัดการสิ่งต่าง ๆ ที่เข้ามาในชีวิตอย่างเป็นระเบียบ ช่วยให้ไม่ต้องจำ
บทความนี้จะมาสรุปสิ่งที่ได้จาก Workshop ให้ฟังคร้าบ
Lecturer
Workshop นี้ผู้บรรยายคือ Mentor ของโครงการ KAMP Engineering #4 นั่นคือ พี่ลิงค์ CEO Exzy & GTD Certified เรียกได้ว่ารู้ลึกรู้จริงในศาสตร์ Getting Things Done อย่างแน่นอน
บริษัท Exzy ในตอนนี้ทำอยู่ 2 ด้านคือ ของเจ๋งๆ & Smart Office พี่ลิงค์เล่าว่า Smart Office มีคนเอาไปติดตั้งมากกว่า 300 บริษัทแล้ว ใครสนใจก็ติดต่อได้นะค้าบ ช่วยขายของ ๆ 55555
Why GTD?
ทุกคนคงเคยเจอเหตุการณ์ที่ต้องเอาเอกสารสำคัญไปทำธุระในวันพรุ่งนี้ ซึ่งเหตุการณ์นี้มักจะมีคนอยู่ 2 แบบ
- กลุ้มใจ นอนไม่หลับ คิดวน พรุ่งนี้ฉันต้องเอาเอกสารไปนะ ห้ามลืม
- เตรียมเอกสารไว้ในที่ที่เหมาะสม ไม่จำเป็นต้องจำในหัว ซึ่งวิธีการที่เวิร์คที่สุดคือทำแบบรูปด้านล่าง

ก็เอาเอกสารไว้หน้าประตูก่อนออกบ้านสิวะ แค่นี้เลย 55555 เรากำลังจะออกจากบ้านต้องเห็นเอกสารนี้ แล้วไม่ลืมหยิบไปด้วยแน่นอน
ซึ่ง GTD ก็เหมือนการที่ช่วยเอาเอกสารไว้หน้าประตูบ้าน หรือเรียกได้ว่ามันช่วยจัดการสิ่งที่เราต้องทำ ควรทำ อยากทำ ให้เป็นระเบียบ ช่วยให้สมองเราว่าง เอาสิ่งที่ไม่ควรอยู่ออกไปจากสมองของเรา
เรียกง่ายๆคือ GTD ช่วยให้บ้านเราไม่ไฟไหม้นั่นเอง

5 Steps to Stress-Free Productivity
GTD นั้นมีหลักการในหลายเรื่อง แต่บทความนี้จะมาแชร์ในส่วนของพื้นฐาน หรือเรียกว่าเป็นการจัดการงาน Day-to-Day มีทั้งหมด 5 ขั้นตอน

1. Capture
ใน 1 วันมีข้อมูลเข้ามาหาเราหลายช่องทาง แค่ Social Media ก็เยอะแล้ว แต่ยังมีเรื่องงาน เรียน หรือแม่ใช้ซื้อของอี้ก
แม้ข้อมูลที่เข้ามาอาจเป็นแค่เรื่องเล็กๆ แต่ถ้าเป็นเรื่องเล็กๆรวมกัน 10 เรื่อง ก็ต้องมีลืมมีมึนกันบ้างล่ะ
ในขั้นตอนนี้จะอธิบายถึงการ Capture เรื่องต่างๆอย่างมีประสิทธิภาพ ไม่ลืม ไม่หลุดไปเสียก่อน ซึ่งจะแบ่งข้อมูลที่เข้ามาหาเราหลัก ๆ ออกเป็น 3 ช่องทาง

ซึ่งการที่จะ Capture ข้อมูลแต่ละช่องทางต้องมีเครื่องมือที่เหมาะสม ช่วยให้ข้อมูลไม่หล่นหาย เพราะเราจะจัดการมันในขั้นตอนถัดไป ไม่ควรมีที่เก็บหลายๆที่ และต้องสามารถ Clear สิ่งที่ Capture ในแต่ละวันให้เหลือ 0 อยู่เสมอทุก ๆ วัน
ซึ่งผู้บรรยายได้แนะนำเครื่องมือในการ Capture ดังนี้
- Physical ที่เข้ามาทั้งหมดเก็บไว้ในถาดใส่เอกสารที่ตั้งไว้บนโต๊ะทำงาน
- Digital & Mind เก็บเอาไว้ใน Email เพราะผู้บรรยายมองว่าเป็นช่องทางที่ Official ที่สุดโดยใช้แอปชื่อ Braintoss ช่วยส่งต่อสิ่งต่างๆไม่ว่าจะเป็น ข้อความ เสียง ภาพ เข้าไปใน Email ของเรา เอาเรื่องงง

2. Clarify
ตอนนี้เราได้เอาข้อมูลที่เข้ามาในชีวิตมาวางรวมกันแล้ว ต่อไปจะมา Clarify ว่าเราจะทำยังไงกับแต่ละสิ่งบ้าง มี Work Flow ง่ายๆอยู่ในภาพด้านล่าง

เริ่มจากดูว่าสิ่งนั้นคืออะไร เราต้อง Take Action หรือไม่?
- สิ่งที่ต้อง Take Action แบ่งออกเป็น 3 หมวด
1. ทำทันที (สิ่งที่ใช้เวลา < 2 นาที) เช่น จ่ายค่าโทรศัพท์
2. มอบหมายให้คนอื่น ถ้าหากมองว่าคนที่เหมาะสมในการทำสิ่งนี้ที่สุดไม่ใช่เรา แต่ต้องแยกให้ออกระหว่างไม่เหมาะกับเราหรือแค่ขี้เกียจทำนะ 55555
3. เป็นสิ่งที่เราต้องทำเอง
- สิ่งที่ “ไม่ต้อง” Take Action แบ่งออกเป็น 3 หมวด
4. บ่มไว้ เป็นสิ่งที่อยากทำ อาจหยิบมาทำซักวัน
5. เก็บไว้อ้างอิง เช่น จดลงไปใน Notion และใส่ Tag ว่ามันเกี่ยวข้องกับอะไร เวลาต้องการค้นหาจะได้เจอได้ไวๆ
6. ทิ้งเลย เช่น Brochure ของสินค้าที่เราไม่สนใจ
โดยเราต้องเอาทุกอย่างที่ Capture มาหาที่ลงให้ได้ใน 6 หมวดด้านบน จนสุดท้ายถาดใส่เอกสารหรือ Email ของเราต้อง Clear ให้หมดในทุก ๆ วัน เพื่อพร้อม Capture ข้อมูลใหม่ ๆ ที่จะไหลเข้ามาในวันถัดไป
3. Organize
ขั้นตอนถัดไปคือนำสิ่งที่ยังเหลืออยู่ภายใน 6 ข้อด้านบน มาจดใส่ไว้ใน List ของเรา มีประเภทของ List หลัก ๆ ดังนี้
- Calendar คือสิ่งที่มีวันเวลาเฉพาะเจาะจง เช่น งานแต่งเพื่อน
- Waiting for ใช้ในการติดตามงานที่เรา Delegate ออกไป โดยจดเป็น ชื่อคน + วันที่สั่งงาน + เนื้องาน
- Someday / May be คือส่วนที่เราบ่มเอาไว้ (Incubate)
- Project เช่น สร้างยานอวกาศ (ต้องทำหลายขั้นตอน) บทความนี้จะเน้นแค่ไม่ให้บ้านไฟไหม้ยังไม่ลงรายละเอียดการจัดการงานในระดับ Project เพราะเราก็ยังไม่รู้เหมือนกันต้องไปอ่านต่อเอง ฮ่า ๆ (ใช้ PARA Method)
- Next Action List หรือคือ To-Do List โดยจดแยกตามบริบท
เคล็ดลับในการจด To-Do List คือให้แบ่งตามบริบทในชีวิตของเรา เช่น มหาลัย ห้าง ที่ทำงาน บ้าน หรืออื่น ๆ แตกต่างกันไปในแต่ละคน

ข้อดีของการแยก To-Do List ตามบริบทคือเราจะได้โฟกัสกับงานที่ตรงกับบริบทของเราในปัจจุบัน เช่น ถ้าเราอยู่บ้านก็โฟกัสแค่ To-Do List ในส่วนของบ้าน ส่วนอื่นไม่ต้องสนใจ ไม่ต้องจำ เจ๋งมากกกก สมองโล่งขึ้นเยอะ
หรือเปรียบเทียบได้กับการที่เราเอากระเป๋าเอกสารไว้หน้าประตูก่อนออกบ้านนั่นเอง
4. Reflect
ขั้นตอนนี้คือการรีวิวระบบของเรา ให้มีประสิทธิภาพอยู่เสมอและดียิ่งขึ้นเรื่อยๆ เช่น ข้อมูลทุกอย่างเป็นปัจจุบันไหม เราพลาดงานไหนไปไหม ซึ่งมีการรีวิวอยู่ 2 แบบ
- Daily Review จะรีวิว List ในส่วนของ Calendar และ To-Do List
- Weekly Review จะรีวิว List ทั้งหมดที่มี โดยมีพิธีกรรมดังนี้ Click
5. Engage
ในขั้นตอนนี้ก็คือการ “ทำ” สิ่งที่อยู่ใน List ที่แบ่งตามบริบทแล้ว จะเห็นได้ว่า GTD ช่วยจัดการทุกอย่างในชีวิตให้เป็นระเบียบ ไม่พลาดข้อมูลและช่วยกรองข้อมูลต่างๆที่ไหลเข้ามา แต่ GTD ไม่ได้ช่วยให้งานเสร็จนะ อันนี้ตัวใครตัวมันล่ะ
Limiting Criteria
สมมติ To-Do List ในส่วนของบ้านมีหลายอย่างมากเลย เราจะเลือกทำอันไหนดี? ให้ลองพิจารณา Limiting Criteria 3 ข้อ
- Context ตรงกับ Context ที่เราอยู่หรือไม่ เช่น อยู่บ้านก็โฟกัส To-Do List ในส่วนของบ้าน
- Time เวลาที่เรามี เช่น อยู่บ้านอีกแค่ 1 ชั่วโมง เราก็ไม่ควรเลือกงานที่ใช้เวลาทำมากกว่า 1 ชั่วโมง
- Resources เช่น อุปกรณ์ ข้อมูล ความรู้ หรือพลังใจก็เกี่ยวนะ
สมมติยังเลือกงานที่จะทำไม่ได้ เราจะเลือกทำงานที่สอดคล้องกับ Horizons of Focus สรุปสั้นๆคือทำสิ่งที่สอดคล้องกับเป้าหมายในชีวิตของเรามากที่สุด
Three-Fold Nature of Work
แล้วถ้ายังเลือกไม่ได้อีก! ลองมาพิจารณาประเภทของงานที่เราทำในชีวิตประจำวัน ซึ่งแบ่งออกเป็น 3 ประเภท
- Predefined คือสิ่งที่วางแผนไว้แล้ว เตรียมตัวไว้แล้ว งานประเภทนี้จะทำให้เรารู้ว่าแต่ละวันควรโฟกัสอะไร
- Unplanned คืองานที่เข้ามาอย่างกระทันหัน เช่น น้ำมันพืชหมด แม่บอกไปซื้อใหม่ให้หน่อย เดี๋ยวววแม่ งานแบบนี้อาจพบได้บ้าง แต่ถ้างานส่วนใหญ่ของเราเป็นแบบนี้ อาจแปลว่าระบบที่ช่วยจัดการงานของเรายังไม่ดีพอ
- Defining เป็นสิ่งที่เราแทบไม่ได้ทำ คือการพัฒนาระบบการทำงานให้ดียิ่งขึ้นเรื่อยๆ เช่น Weekly Review, Brain Dump จัดการสิ่งที่ยังอยู่ในหัว, Project Planning
ประเภทที่ 1 และ 2 สำคัญ แต่ควรแบ่งเวลามาทำงานประเภทที่ 3 ด้วยนะ เพราะยิ่งเรามีระบบที่ดี มันก็จะช่วยให้เราจัดการสิ่งต่างๆได้ง่ายขึ้น ชีวิตดีขึ้น
Example of External Brain
ยกตัวอย่างเครื่องมือของผู้บรรยายที่ใช้ในระบบ GTD

Summary
จากที่เล่ามาทั้งหมดสรุปเป็นรูปเดียวก็จะได้เป็นรูปด้านล่าง

Workflow เริ่มจาก Capture ข้อมูล Physical & Digital ที่เข้ามาในชีวิตเรา จากนั้น Clarify ด้วยการดูว่าเป็นสิ่งที่ต้อง Take Action หรือไม่ จากนั้นนำมา Organize โดยจดใส่ List ต่างๆของเรา แล้วเลือก Engage หรือเลือกทำสิ่งต่างๆตามบริบทที่เหมาะสม อย่าลืม Reflect ระบบของเราด้วยนะ
สมองของมนุษย์เหมาะกับความคิดสร้างสรรค์และการคิดระยะยาว หากมี GTD ก็จะช่วยจดจำสิ่งต่าง ๆ ไม่ให้พลาด ทุกอย่างเป็นระเบียบ ช่วย Clear สมองของเรา ให้ได้ไปใช้พลังสมองกับสิ่งที่เหมาะสมและคุ้มค่าที่สุด
อีกทั้ง GTD ก็จะช่วยให้เราได้เห็นภาพรวมงานของงานทั้งหมด ส่งผลให้เรามั่นใจว่าในตอนนี้เราได้เลือกทำสิ่งที่ดีที่สุดแล้ว
ต่อไปก็ถึงเวลาลองไปทำตาม ได้ผลลัพธ์ยังไงเดี๋ยวเรามาเขียนแชร์ต่อนะค้าบ
Reference – ขอบคุณรูปภาพจาก Unsplash


Leave a reply to [Day 17/100] ทำไมแอร์บนรถไฟฟ้า BTS มันหนาวแท้ – Kornkan Changsila Cancel reply